แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แหวนหลวงปู่ดู่ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ แหวนหลวงปู่ดู่ แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

คาถาและวิธีการใส่แหวนหลวงปู่ดู่ แหวน ปลอกมีด

คาถาและวิธีการใส่แหวนหลวงปู่ดู่

1.นะโมตัสสะภะคะวะโตอะระหะโตสัมมาสัมพุทธัสสะ3จบ
2.กล่าวคำอาราธนาพระ
พุทธัง อาราธนัง กะโรมิ
ธัมมัง อาราธนัง กะโรมิ
สังฆัง อาราธนัง กะโรมิ
3.เวลาสวมแหวนให้สวมหมุนขวา(ของตัวเรา)
ว่าคาถาดังนี้
หมุนครั้งที่ 1 พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
หมุนครั้งที่ 2 ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
หมุนครั้งที่ 3 สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

เสร็จแล้วพนมมือน้อมใจระลึกถึง 
คุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ บิดา มารดา ครูบาอาจารย์ หลวงปู่ทวด หลวงปู่ดู่ ให้ท่านช่วยปกป้องรักษา 
จะอธิษฐานอย่างไรที่ถูกที่ควรจงตั้งใจอธิษฐานเอาเถิด 


4. เสร็จแล้วกล่าวว่า พุทธัง อธิษฐามิ ธัมมัง อธิษฐามิ สังฆัง อธิษฐามิ
5. ถ้าเป็นแหวนรูปพระ ให้ใส่แหวนโดยให้เศียรพระเข้าหาตัวเรา หมายถึงเวลาที่ผู้ใส่ชูกำปั้นออกไปตรงๆผู้อื่นจะเห็นรูปองค์พระที่แหวนแบบ ปรกติไม่กลับหัว ให้ใส่แหวนที่มือขวาก่อน เริ่มที่นิ้วชี้ กลาง นาง ก้อย (สังเกต จะไม่มีโป้ง) แต่ถ้าหาแหวนที่ขนาดพอเหมาะสำหรับนิ้วในมือขวาไม่ได้เลย ก็ให้เริ่มแบบเดียวกันที่นิ้วในมือซ้ายตามลำดับ ชี้ กลาง นาง ก้อย เช่นกัน
หลวง น้าสายหยุดสอนว่า ให้ซื้อพวงมาลัย เอาพระทั้งหมดนี้ไปวางหน้ารูปหุ่นขี้ผึ้งหลวงปู่ที่กุฎิเดิมของท่าน เสร็จแล้วให้เอาดอกไม้ไหว้ขอขมาท่าน บอกหลวงปู่ดู่ท่านว่า พวกลูกทั้งหลายขอกราบขอขมาหลวงปู่ ขอหลวงปู่โปรดแผ่เมตตาลงมาปลุกเสกพระทั้งหมดนี้ให้ลูกหลานได้เอาไปบูชาด้วย ขอให้พระทุกองค์นี้มีหลวงปู่ดู่อยู่ในองค์พระทุกองค์” หลวงน้าเน้นอีกว่า“สำคัญที่สุดนะ อย่าลืมขอให้หลวงปู่ดู่อยู่ในองค์พระทุกองค์ด้วยเสร็จแล้วก็วางไว้10นาที ค่อยเอากลับได้

วันเสาร์ที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี 2532 แหวน ปลอกมีด

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี 2532 สร้างจำนวนทั้งสิ้น 5,000 วง ออกให้บูชาวันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน 2532 ตรงกับวันลอยกระทง แหวนหมดภายในวันเดียว แหวนปี 32 นับเป็นแหวนรุ่นประสบการณ์อีกรุ่นของหลวงปู่ดู่ ความนิยมของแหวนรุ่นนี้นั้นจะนิยมมากแม้จะเป็นรุ่นสุดท้าย เนื่องจากมีหน้าแหวนที่กว้าง และสวยงาม โดยเฉพาะหากเลี่ยมทองแล้วจะขึ้นมาก แหวนปี 32 วงนี้ตอกโค้ดด้านปี พ.ศ.2532 ทันหลวงปู่ดู่ปลุกเสก หากตอกโค้ด ว.ส.ก.นั้นหลวงปู่บุดดาเสก

วันพฤหัสบดีที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แหวนหลวงปู่ดู่ปี2525 แหวน หลวง ปู่ ดู่ 2525 ราคา

แหวนหลวงปู่ดู่ปี2525  หลวง ปู่ ดู่ 2525 ราคา
จัดสร้างในวาระเฉลิมฉลองกรุงเทพมหานครครบ 200 ปี เป็นสองแบบพิมพ์คือหน้าใหญ่ และหน้าเล็ก เป็นเนื้อทองเค 20 วง เนื้อเงิน 3000 วง หลวงปู่ดู่ท่านอธิษฐานจิต และลงเหล็กจารทุกวง แหวนเนื้อเงินวงนี้เป็นแหวนหน้าใหญ่สภาพผ่านการใช้มาบ้าง ทว่าโดยรวมยังดูสวย สำคัญว่าดูง่าย หลวงปู่ดู่เมตตาจารใต้ท้องแหวนทุกวงโดยจะหยุดจารปี 2527 แหวนของหลวงปู่ถือว่าเป็นวัตถุมงคลที่มีความนิยมสูง


จำนวนการสร้าง 2 พิมพ์ พิมพ์หน้าใหญ่ พิมพ์หน้าเล็ก
เนื้อทองเค 20 วง
เนื้อเงิน 3,000 วง ( ตอกโค๊ต ด้าน พ.ศ. )

วันอาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แหวนหลวงปู่ดู่ 2524

แหวนหลวงปู่ดู่ปี2524 หลวงปู่ดู่วัดสะแก 


แหวนหน้าพระพุทธปี 2524 จัดทำขึ้นเป็นเนื้อทองเค 3 วง เนื้อเงิน 1,200 วง เนื้อโลหะผสม 5,000 วง โดยเนื้อโลหะผสมนั้นตะตอกโค้ดข้างซ้ายองค์พระพุทธ ในปีนี้หลวงปู่ดู่ท่านเมตตาจารใต้ท้องแหวนทุกวง แหวนโลหะผสมนั้นโดยมากพบว่าจารด้วยดินสอ แหวนวงที่มีรอยจารอยู่ถึงปัจจุบันนั้นนับว่าหายากมาก แหวนเนื้อโลหะผสมปี 2524 วงนี้เป็นแหวนคัดสวย สภาพ 100% ไม่ได้ผ่านการใช้ หรืออาจเรียกได้ว่าไม่ได้ผ่านการสัมผัสจับต้อง โค้ดตอกชัดเจนสามารถพิจารณาได้ด้วยตาเปล่า รอยจารติดชัดเจน อีกทั้งยังมีแป้งเจิมของหลวงปู่ทั่วองค์ แป้งเจิมกับแป้งในอุตสาหกรรมหล่อนั้นจะมีวรรณะที่ต่างกัน แป้งโรงงานนั้นจะขาวฟู ส่วนแป้งเจิมจะออกเขียวอมเหลือง ปัจจุบันเรียกว่าแทบจะหาแหวนสภาพนี้ได้ยากยิ่งนัก แหวนวงนี้เบอร์ประมาณ 58 หรือ 1.8 ซม.ครับ โดยมากแหวนของหลวงปู่ที่มีความเดิมมากๆนั้นจะไม่นิยมสวมกันแล้วเนื่องจากจะทำให้เกิดความสึก หรือรอยจารจะเลือนไปได้

 ชี้ตำหนิ แหวนหลวงปู่ดู่ 2524

1.โค๊ดหน้า ทางด้านซ้ายขององค์พระ

2.โค๊ดในแหวน ตอก ๑ ด 

3.ใบหูพระที่ปรากฏด้านข้างของแหวนชัดเจนทั้งสองข้าง 

วันพฤหัสบดีที่ 5 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี2522

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี2522 

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก
แหวนปี 22 เป็นแหวนพระรุ่นที่ 2 เป็นแหวนปีลึก ถัดจากปี 19  หลวงปู่ดู่อธิษฐานจิตพร้อมจาร เป็นอีกวงที่น่าเก็บมาก มีรอยจารของหลวงปู่ดู่

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อธิษฐานจิต
ทางวัดสร้าง
จำนวนการสร้าง 2 พิมพ์ พิมพ์หน้าใหญ่และพิมพ์หน้าเล็ก
เนื้อทองเค 3 วง
เนื้อเงิน 1,200 วง ( ตอกโค๊ต ด้าน พ.ศ. )
เนื้อโลหะผสม 5,000 วง ( ตอกโค๊ต ทางซ้ายองค์พระ ด้านหัวแหวน )

วันพุธที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี 2519

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี 2519
แหวนพระพุทธสี่เหลี่ยม ปี 2519 ถือเป็นแหวนรุ่นแรกของวัดสะแก ได้จัดสร้างแหวนรูปพระพุทธหัวแหวน ด้านซ้ายและขวาเป็นพระอัครสาวกพระโมคคัลลาและพระสารีบุตร โดยสร้างเป็นทองเค 4 วง เนื้อเงิน 216 วง หลวงปู่ดู่อธิษฐานจิตแล้วแหวนเนื้อเงินทางวัดออกให้เช่าบูชา วงละ 200 บาท แหวนพระพุทธสี่เหลี่ยม ปี 2519 นี้ มีการตอกโค้ดจำนวนหนึ่ง และมีแหวนที่ไม่ได้ตอกโค้ดอีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากโค้ดชำรุดเสียหายไม่สามารถตอกโค้ดแหวานได้หมดทุกวง

แหวนหลวงปู่ดู่ ปี 2519หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อธิษฐานจิต
วัตถุประสงค์
- แหวนเงินนำออกให้บูชา วงละ 200 บาท
ผู้จัดสร้าง
- ทางวัดสร้าง
จำนวนการสร้าง
เนื้อทองเค 4 วง
เนื้อเงิน 216 วง ( ตอกโค๊ตและไม่ตอกโค๊ต )

วันพฤหัสบดีที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2557

แหวนหลวงปู่ดู่ปี32 รุ่น 3 ตอกโค๊ตนะ

แหวนหลวงปู่ดู่ปี32 รุ่น 3 โค๊ตนะ

แหวนหลวงปู่ดู่ปี32 รุ่น 3เนื้อทองเหลือง ตอกโค๊ดจม หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ วัดสะแก อยุธยา เนื้อทองเหลืองฝาบาตร ลักษณะของแหวนเป็นแบบปลอกมีดด้านนอกเรียบ ด้านในเป็นแบบเรียบเช่นกันในท้องแหวนเป็นรูปยันต์นะล้อม สร้างโดย หลวงพ่อหลาบ ธมฺมสุวณฺโณ (พระครูถาวรสีลาจาร)วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อธิษฐานจิต(หลวงปู่มรณภาพลงในปี 2533 อายุ 85 ปี 65 พรรษา) พุทธคุณเมตตามหานิยม โชคลาภ และแคล้วคลาด จำนวนสร้าง แหวนทองคำ 108 วง เนื้อเงิน 3000 วง เนื้อโลหะผสมทองแดง 5000 วง โลหะผสมทองเหลือง 5000 วง แหวนปลอกมีด ปี 2532 หลวงปู่ดู่ อธิษฐานจิต ทางวัดตอกโค้ดที่ท้องแหวนด้านใน โค้ดยันต์นะ มี 2 แบบ คือแบบยันต์จม และยันต์นูน








วันอังคารที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2557

คาถาและวิธีการใส่แหวนหลวงปู่ดู่ปี32

คาถาและวิธีการใส่แหวนหลวงปู่ดู่ปี32

ตั้งนะโม 3 จบ
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (3 จบ)
กล่าวคำอาราธนาพระ
พุทธัง อาราธนัง กะโรมิ
ธัมมัง อาราธนัง กะโรมิ
สังฆัง อาราธนัง กะโรมิ
เวลาสวมแหวนให้สวมหมุนขวา(ของตัวเรา) ท่องคาถาด้วย
หมุนครั้งที่ 1 พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
หมุนครั้งที่ 2 ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
หมุนครั้งที่ 3 สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ

วันอาทิตย์ที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

การแขวนพระของหลวงปู่ดู่

การแขวนพระของหลวงปู่ดู่ วัดสะแก  เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองสูงสุด น่าจะ


แขวนเพื่อน้อมจิต ดึงจิตระลึกไปในพระพุทธคุณ (คุณของพระพุทธเจ้า) , พระธรรมคุณ (ซาบซึ้งในคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ทุกๆข้อ และ พระสังฆคุณ (คุณแห่งพระอริยสงฆ์เจ้าทุกๆองค์อาจารย์ที่เราเคารพนับถือ) รวมถึงการพยายามหลีกเลี่ยงการกระทำบาปทั้งปวงให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยละอายต่อพระที่เราสวมใส่ในคอตนเอง เช่น หลีกเลี่ยงในสถานที่อโคจร เป็นต้น

เมื่อแขวนพระเป็นสื่อล่อให้ใจเข้าหาพระไตรสรณคมณ์เป็นอารมณ์ จิตน้อมไปในพรหมวิหารธรรม 4 คือ ดำรงจิตให้อยู่ในกรอบแห่งความเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นอารมณ์ พยายามรักษาไว้ให้เป็นสิ่งปกติประจำตัวเรา

เช่นนี้แล้ว..ผู้ได้ชื่อว่า จิตที่พยายามดำรงให้อยู่ในพรหมวิหารธรรมเป็นนิจ จิตย่อมสบายขึ้น เบาขึ้น ดิ้นร้นทุรนทุรายน้องลง ลดการไขว่คว้าอะไรจนเกินเหตุ จิตเบาๆ..กลางๆ..สบายๆ...

พระพุทธคุณเกิดตรงนี้..ไม่ได้เกิดที่ตัววัตถุอิฐ หิน ปูน ทราย แต่เกิดที่จิตของเรานี้เอง ...

จำคำครูบาอาจารย์ท่านขึ้นมาพูดว่า 

" ผู้ที่ใส่พระ ถ้าเขาใส่อย่างถูกวิธี คุณวิเศษต่างๆย่อมเกิดขึ้นแก่เขาเองในทุกๆด้าน แม้นเทวดาท่านก็รับรู้ โดยไม่ต้องบ่นบานศาลกล่าว ท่องบ่นสาธยาย จุดธูปจุดเทียนขอร้องท่านใดๆ จิตที่มีไตรสรณคมณ์เป็นอารมณ์ จิตที่ขาวสะอาดมีพรหมวิหารธรรมเป็นอารมณ์ เช่นนี้แล้วสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ เทวดาต่างๆ ท่านรับรู้ แม้เพียงเรานึกเฉยๆ ท่านก็รู้แล้ว ท่านช่วยแล้ว แต่แขวนพระแล้วจิตดำๆ มืดๆ พระท่าน เทวดาท่านจะเข้าไปถึงจิตเราได้อย่างเรา ท่านจะช่วยเราได้อยางไร ท่านช่วยไม่ได้หรอก ท่านไม่ได้ยินที่เราพูดที่เราบนบานข้อร้องท่านหรอก จิตดำมืดซะขนาดนั้น มันสื่อกันไม่ได้ สิ่งศักดิ์สิทธิ์ท่านช่วยเพราะจิตมันนำ ไม่ใช่อิฐ หิน ปูน ทราย มันนำเข้าใจมั๊ย "

อีกตอนหนึ่งที่จำได้..

" ทำการค้าการขาย เขายังต้องลงทุน ลงแรงกันก่อน แขวนพระก็เช่นกัน แขวนแล้วต้องทำความดี แขวนแล้วต้องละอายต่อบาปทั้งปวง เอาท่านไปไหนมาไหนด้วยจะเอาท่านไปที่ไม่ดี ทำไม่ดีไม่งามต่างๆได้อย่างไร นั่น..จำไว้ มันต้องลงทุนกันก่อน แขวนแล้วต้องชำระล้างจิตใจตนเองให้ได้ก่อน ลงทุนลงแรงให้ท่านเห็นก่อน พิสูจน์ให้ท่านเห็นก่อน ว่าสะอาดแล้ว ขาวพอแล้ว คราวนี้แกไม่ต้องขออะไรท่านหรอก แค่นึกท่านก็รู้แล้ว ท่านเมตตาสงสาร ท่านช่วยแล้ว จิตแกขาวสะอาดเท่าไรท่านก็ได้ยินแกชัดขึ้น เห็นแกชัดขึ้นตามลำดับ.
บทความกระทู้จาก บอร์ด http://board.palungjit.org/

วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติหลวงปู่ดู่ สนทนาธรรมหลวงปู่ฤษีลิงดำ

ครั้งสมัยหลวงพ่อฤๅษีลิงดำฝากศิษย์ไปกราบหลวงปู่ดู่

 

(หลวงปู่ดู่ท่านเทศน์สอนคณะศิษย์วัดท่าซุงที่ได้มโนมยิทธิ
ซึ่งได้เดินทางไปกราบหลวงปู่ดู่ ตามคำสั่งหลวงพ่อฤาษีฯ)

หลวงปู่ดู่: .....เอ้า คณะนี้มาจากไหน (แล้วหลวงปู่ท่านก็เงียบ)
...อ๋อเด็กฝาก
คณะมโนมยิทธิ: ...หลวงพ่อ(ฤาษี) ท่านให้มากราบเจ้าค่ะ
หลวงปู่รู้จักไหมเจ้าคะ

หลวงปู่ดู่: ...รู้จัก

คณะมโนมยิทธิ: ....หลวงปู่่เจ้าคะดิฉันฝึกมโนขึ้นไปกราบ
พระข้างบนดีไหมเจ้าคะ?

หลวงปู่ดู่: .....การไปกราบพระ พบพระนั้นเป็นของดี
ให้หมั่นรักษาองค์พระ(ภาพพระ)เข้าไว้ พระท่านจะสอน
ท่านจะบอกวิธีการปฏิบัติ เราก็นำมาประพฤติปฏิบัติตามด้วยความตั้งใจ
เคร่งครัด แต่ถ้าพบพระแล้ว ท่านสอนแล้ว ไม่นำมาประพฤติปฏิบัติ
หรือปฏิบัติจนพบพระแล้วไม่สามารถทำให้อารมณ์ชั่วทั้ง ๓ คือ
โลภ โกรธ หลง มันเบาบางหลง อย่างนี้ยังใช้ไม่ได้ ถือว่าปฏิบัติผิดทาง

คนที่มัวแต่เอาสิ่งที่ตนเองได้ (ญาณ) ไปดูนั้นดูนี่ ทำนายทายทัก
ไม่นานอุปทานก็เข้าแทนที่ ทีนี้แทนที่มันจะไปสุคติภูมิ
มันก็ไปอบายภูมิแทน เหตุจากการแอบอ้าง คำสอนของพระ
เพราะอารมณ์อุปาทานนั้นเอง จงระวังไว้

ท่านมหาวีระ ท่านมีบารมีสูง มีข้างบนเป็นกำลังหนุน เป็นอาจารย์ใหญ่สอน
คนได้จำนวนมาก ข้าขอโมทนา พวกแกเกิดมาพบพระอรหันต์
ที่มีบารมีสูง อย่าให้เสียทีที่ได้พบ เอาสิ่งที่ตนปฏิบัติบัติได้(ญาณ)
มาอบรมตนเอง อย่าเที่ยวไปทำนายทายทักชาวบ้าน
ข้ออันนั้นเห็นจะไม่ใช่จุดประสงค์ แม้ลูกศิษย์ อยู่ใกล้ข้าแท้ๆ
ยังเฝือได้ แล้วถ้าพวกแกยังประมาท ระวังนรกจะกินหัวเอา....

คณะมโนมยิทธิ: ...เราจะรู้ได้ยังไงเจ้าคะ
ว่าเวลาเราขึ้นไปกราบนั้น เราเห็นจริงๆ

หลวงปู่ดู่: ....แกลองใช้อารมณ์นั้น(ญาณ) ตรวจสิ่งที่มองไม่เห็น
แต่สิ่งนั้นยังมีอยู่สิ เช่น แกลองตรวจดูว่าในกระเป๋าของเพื่อน
ที่มาด้วยกันมีเงินอยู่เท่าไหร่ ถ้าแกตอบถูก อารมณ์ที่แกขึ้น
ไปกราบพระ แกก็เห็นจริง แต่ถ้าแกตอบไม่ถูก พระที่แกเห็นก็ไม่จริง...

คณะมโนมยิทธิ: ....เราถามเทวดาเลยได้ไหมเจ้าค่ะ

หลวงปู่ดู่: ....เอ้า เงินในกระเป๋านี้มันเป็นของหยาบ
แกยังมองไม่เห็นเลย นับประสาอะไรกับเทวดา
แกจะไปมองเห็นล่ะ กายเทวดาละเอียดกว่ากันเยอะ

คณะมโนมยิทธิ: ...ต้องตรวจอารมณ์เช่นนี้ก่อนใช่ไหมค่ะ

หลวงปู่ดู่: ... ใช่ ข้าก็ให้ลูกศิษย์ตรวจอารมณ์อย่างนี้ก่อนแล้ว
ค่อยขึ้นไปกราบพระ ถ้าตรวจแล้วไม่ตรงก็ต้องหัดวางอารมณ์ใหม่
ไม่นานก็ตรง คราวต่อไป ไม่ต้องกำหนด เขาจะรู้เลยว่า
อะไรซ่อนอยู่ตรงไหน .....(หลวงปู่่เงียบสักพัก) (แล้วท่านก็พูดขึ้นว่า)
พระมหาวีระยังสอนให้แกหัดทำเวลาตอนเช้ามืด ให้ลองตรวจว่า
เช้าวันนี้จะมีใครมาหาไหม เขาจะมาทำอะไร
ใส่เสื้อสีอะไร ใช่ไหมล่ะ

คณะมโนมยิทธิ: ....หลวงปู่รู้ได้ยังไงเจ้าคะ

หลวงปู่ดู่: ...ก็พระมหาวีระบอกข้า อยู่ข้างๆนี่แหละ บอกว่า..
พวกแกมันลิงทะโมน ต้องจับไปมัด เฆี่ยนแล้วสอน
(เสียงหลวงปู่หัวเราะ แล้วพูดว่า)ต่อไปให้รีบตั้งใจปฏิบัติ
อย่าสนใจคนอื่น สนใจจิตตัวเองให้มากๆ รักษาจิตตนเองให้ดี
รักษาองค์พระ(ภาพพระ)ไว้อย่าให้หาย ชำระใจให้
ปราศจากความโลภ โกรธ หลง มันก็ถึงเองแหละนิพพาน
ไม่ใช่ปากก็บอกจะไปนิพพาน แต่ไม่ชำระโลภ โกรธ
หลงให้ขาดไป อธิษฐานยังไงมันก็ไม่ถึงนะแก

นิพพานเข้าไม่ได้ด้วยการอธิษฐาน แต่ต้องอาศัยการปฏิบัติ
ซึ่งจุดสำคัญคือการละอารมณ์ โลภ โกรธ หลง

ละได้เมื่อไหร่ถึงทันที ละไม่ได้มันจะถึงแค่หัวตะพาน....

คณะมโนมยิทธิ: ...สาธุเจ้าค่ะ หลวงปู่่

หลวงปู่ดู่: ...(ให้พร)......

วันพุธที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ประวัติ หลวงปู่ดู่ วัดสะแก

ชาติภูมิ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ



พระเดชพระคุณ หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ มีชาติกำเนิดในสกุล “หนูศรี” เดิม ชื่อ ดู่ เกิดเมื่อวันที่ ๒๙ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๗ ตรงกับวันศุกร์ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ปีมะโรง ซึ่งตรงกับวันวิสาขบูชา ณ บ้านข้าวเม่า ตำบลข้าวเม่า อำเภออุทัย จังหวัด พระนครศรีอยุธยา
โยมบิดาชื่อ พุด โยมมารดาชื่อ พุ่ม ท่านมีพี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ๓ คน ท่านเป็นบุตรคนสุดท้าย

หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ปฐมวัยและการศึกษาเบื้องต้น 

ชีวิตในวัยเด็กของท่านดูจะขาด ความอบอุ่นอยู่มาก ด้วยกำพร้าบิดา มารดาตั้งแต่เยาว์วัย นายยวง พึ่งกุศล ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานของท่าน ได้เล่าให้ฟังว่า บิดามารดา ของท่านมีอาชีพทำนา โดยนอกฤดูทำนาจะมีอาชีพทำขนมไข่มงคลขาย เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็กทารก มีเหตุการณ์สำคัญที่ควรบันทึกไว้ คือในคืนวันหนึ่งซึ่งเป็นหน้าน้ำ ขณะที่บิดามารดาของท่านกำลังทอด“ขนมมงคล”อยู่นั้น ท่านซึ่งถูก วางอยู่บนเบาะนอกชานคนเดียว ไม่ทราบด้วยเหตุใดตัวท่านได้กลิ้งตกลงไปในน้ำ ทั้งคนทั้งเบาะแต่เป็นที่อัศจรรย์ยิ่งที่ตัวท่านไม่จมน้ำ กลับลอยน้ำจนไปติดอยู่ข้างรั้วกระทั่งสุนัขเลี้ยงที่บ้านท่าน มาเห็นเข้าจึงได้เห่าพร้อมกับวิ่งกลับไปกลับมาระหว่างตัวท่านกับมารดาท่าน เมื่อมารดาท่านเดินตามสุนัขเลี้ยงออกมา จึงได้พบท่านลอยน้ำติดอยู่ที่ข้างรั้ว ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้มารดาท่านเชื่อมั่นว่าท่าน จะต้องเป็นผู้มีบุญวาสนามากมาเกิด
มารดาของท่านได้ถึงแก่กรรมตั้งแต่ท่านยังเป็นทารกอยู่ ต่อมาบิดาของท่านก็จากไปอีกขณะท่านมีอายุได้เพียง ๔ ขวบเท่านั้น ท่านจึงต้องกำพร้าบิดามารดาตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กจำความไม่ได้ ท่านได้อาศัยอยู่กับยายโดยมีโยมพี่สาวที่ชื่อ สุ่ม เป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ และท่านก็ได้มีโอกาสศึกษาเล่าเรียนที่วัดกลางคลองสระบัว วัดประดู่ทรงธรรม และวัดนิเวศน์ธรรมประวัติ

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก สู่เพศพรหมจรรย์ 

เมื่อท่านอายุได้ ๒๑ ปี ก็ได้เข้าพิธีบรรพชาอุปสมบทเมื่อวันที่ ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๖๘ ตรงกับวันอาทิตย์แรม ๔ ค่ำ เดือน ๖ ณ วัดสะแก ตำบลธนู อำเภออุทัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยมีหลวงพ่อ กลั่น เจ้าอาวาสวัดพระญาติการาม เป็นพระอุปัชฌาย์ มีหลวงพ่อ แด่ เจ้าอาวาสวัดสะแก ขณะนั้นเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีหลวงพ่อ ฉาย วัดกลางคลองสระบัว เป็นพระอนุสาวนาจารย์ได้รับฉายาว่า “พรหมปัญโญ”
” ในพรรษาแรกๆ นั้น ท่านได้ศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดประดู่ทรงธรรมซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่าวัดประดู่โรงธรรมโดยมีพระอาจารย์ผู้สอนคือท่านเจ้าคุณเนื่อง พระครูชม และ หลวงพ่อรอด (เสือ) เป็นต้น
ในด้านการปฏิบัติพระกรรมฐานนั้น ท่านได้ศึกษากับหลวงพ่อกลั่น ผู้เป็นอุปัชฌาย์ และหลวงพ่อเภา ศิษย์องค์สำคัญของหลวงพ่อกลั่น ซึ่งมีศักดิ์เป็นอาของท่าน เมื่อท่านบวชได้พรรษาที่สองประมาณปลายปี พ.ศ. ๒๔๖๙ หลวงพ่อกลั่นมรณภาพ ท่านจึงได้ศึกษาหาความรู้จากหลวงพ่อเภา เป็นสำคัญ นอกจากนี้ท่านยัง ได้ศึกษาจากตำรับตำราที่มีอยู่จากชาดกบ้าง จากธรรมบทบ้างและด้วยความที่ท่านเป็นผู้ใฝ่รู้รักการศึกษา ท่านจึงได้เดินทางไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมจากพระอาจารย์อีกหลายท่านที่จังหวัดสุพรรณบุรี และสระบุรี

 หลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ อ่อนน้อมถ่อมตน

นอกจากความอดทน อดกลั้นยิ่งแล้ว หลวงปู่ดู่ยังเป็นแบบอย่างของผู้ไม่ถือตัว วางตัวเสมอต้นเสมอปลาย ไม่ยกตนข่มผู้อื่น
หลวงปู่ดู่ไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์การปฏิบัติธรรมของสำนักไหนๆ ในเชิงลบหลู่หรือเปรียบเทียบดูถูกดูหมิ่น ท่านว่า “คนดีน่ะเขาไม่ตีใคร” ซึ่งลูกศิษย์ทั้งหลายได้ถือเป็นแบบอย่าง

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ใช้ชีวิตอย่างผู้รักสันโดษและเรียบง่าย 

หลวงปู่ดู่ท่านยังเป็นแบบอย่างของผู้มักน้อยสันโดษใช้ชีวิตเรียบง่าย ไม่นิยมความหรูหราฟุ่มเฟือย แม้แต่การสรงน้ำ ท่านก็ยังไม่เคยใช้สบู่เลย แต่ก็น่าอัศจรรย์ เมื่อได้ทราบจากพระอุปัฏฐากว่าไม่พบว่า ท่านมีกลิ่นตัว แม้ในห้องที่ท่านจำวัด
มีผู้ปวารณาตัวจะถวายเครื่องใช้และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้กับท่าน ซึ่งส่วนใหญ่ท่านจะปฏิเสธ คงรับไว้บ้างเท่าที่เห็นว่าไม่เกินเลยอันจะเสียสมณะสารูป และใช้สอยพอให้ผู้ถวายได้เกิดความปลื้มปีติที่ได้ถวายแก่ท่าน ซึ่งในภายหลังท่านก็มักยกให้เป็นของสงฆ์ส่วนรวมเช่นเดียวกับข้าวของต่างๆ ที่มีผู้มาถวายเป็นสังฆทาน โดยผ่านท่าน และเมื่อถึงเวลาเหมาะควรท่านก็จะจัดสรรไปให้วัดต่างๆ ที่อยู่ในชนบท และ ยังขาดแคลนอยู่
สิ่งที่ท่านถือปฏิบัติสม่ำเสมอในเรื่องลาภสักการะ ก็คือการยกให้เป็นของ สงฆ์ส่วนรวม แม้ปัจจัยที่มีผู้ถวายให้กับท่านเป็นส่วนตัวสำหรับค่ารักษาพยาบาลท่านก็สมทบเข้าในกองทุนสำหรับจัดสรรไปในกิจสาธารณประโยชน์ต่างๆ ทั้งโรงเรียน และโรงพยาบาล
หลวงปู่ดู่ ท่านไม่มีอาการแห่งความเป็นผู้อยากเด่นอยากดังแม้แต่น้อย ดังนั้น แม้ท่านจะเป็นเพียงพระบ้านนอกรูปหนึ่งซึ่งไม่เคยออกจากวัดไปไหน ทั้งไม่มีการศึกษาระดับสูงๆ ใน ทางโลก แต่ในความรู้สึกของลูกศิษย์ทั้งหลาย ท่านเป็นดั่งพระเถระผู้ถึงพร้อมด้วยจริยวัตรอันงดงาม สงบ เรียบง่าย เบิกบาน และถึงพร้อมด้วยธรรมวุฒิที่รู้ถ้วนทั่วในวิชชาอันจะนำพา ให้พ้นเกิดพ้นแก่พ้นเจ็บพ้นตายถึงฝั่งอันเกษม เป็นที่ฝากเป็นฝากตายและฝากหัวใจของลูกศิษย์ทุกคน

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ปัจฉิมวาร 

นับแต่ พ.ศ. ๒๕๒๗ เป็นต้นมา สุขภาพของหลวงปู่เริ่มแสดงไตรลักษณะ ให้ปรากฏอย่างชัดเจน พระที่อุปัฏฐากท่านได้เล่าให้ฟังว่า บางครั้ง ถึงขนาดที่ท่านต้องพยุงตัวเองขึ้นด้วยอาการสั่นและมีน้ำตาคลอเบ้า ท่านก็ไม่เคยปริปากให้ใคร ต้องเป็นกังวลเลย ในปีท้ายๆ ท่านถูกตรวจพบว่าเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่ว แม้นายแพทย์จะขอร้องท่านเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ท่านก็ไม่ยอมไป ท่านเล่าให้ฟังว่า “แต่ก่อนเราเคยอยากดี เมื่อดีแล้วก็เอาให้หายอยาก อย่างมากก็สู้แค่ตาย ใครจะเหมือนข้า ข้าบนตัวตาย”
มีบางครั้งได้รับข่าวว่าท่านล้มขณะกำลังลุกเดินออกจากห้องเพื่อออกโปรดญาติโยมคือประมาณ ๖ นาฬิกา อย่างที่เคยปฏิบัติอยู่ทุกวันโดยปกติในยามที่สุขภาพของท่านแข็งแรงดี ท่านจะเข้าจำวัดประมาณสี่ห้าทุ่ม แต่กว่าจะจำวัดจริงๆ ประมาณเที่ยงคืนหรือตีหนึ่ง แล้วมาตื่นนอนตอนประมาณตีสาม มาช่วงหลังที่สุขภาพของท่านไม่แข็งแรง จึงตื่นตอนประมาณตีสี่ถึงตีห้า เสร็จกิจทำวัตรเช้าและกิจธุระส่วนตัว แล้วจึงออกโปรดญาติโยมที่หน้ากุฏิ

หลวงปู่ดู่ วัดสะแก ได้ละสังขารไปด้วยอาการอันสงบด้วยโรคหัวใจในกุฏิท่าน เมื่อเวลาประมาณ ๕ นาฬิกาของวันพุธที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๓๓ อายุ ๘๕ ปี ๘ เดือน อายุพรรษา ๖๕ พรรษา สังขารธรรมของท่านได้ตั้งบำเพ็ญกุศลโดยมีเจ้าภาพ สวดอภิธรรมเรื่อยมาทุกวันมิได้ขาด ตลอดระยะเวลา ๔๕๙ วัน จนกระทั่งได้รับพระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษ ในวันเสาร์ที่ ๒๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๔